กลับไปหน้าบทความ
อ่านประมาณ 7 นาทีบทความภาษาไทย

Toxic ในองค์กรไม่ได้มีแค่ “พนักงานมีปัญหา” แล้วผู้บริหารจะรู้ได้อย่างไรว่า Toxic กำลังเกิดขึ้นตรงไหน?

Toxic ในองค์กรไม่ได้มีแค่ “พนักงานมีปัญหา” แล้วผู้บริหารจะรู้ได้อย่างไรว่า Toxic กำลังเกิดขึ้นตรงไหน?

เวลาพูดถึงคำว่า Toxic Workplace หลายคนมักนึกถึงพนักงานที่มีทัศนคติไม่ดี ชอบบ่น หรือสร้างปัญหาให้ทีม แต่จากสิ่งที่ผมเจอในการทำงานกับองค์กรหลายแห่ง ปัญหา Toxic ไม่ได้อยู่ที่พนักงานระดับใดระดับหนึ่งเสมอไป บางครั้งต้นเหตุอาจมาจาก หัวหน้า บางครั้งมาจาก Specialist หรือคนเก่งที่องค์กรขาดไม่ได้ บางครั้งเกิดจาก พนักงานในทีม และบางครั้ง…ก็อาจมาจาก ผู้บริหารเอง สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายองค์กรรู้ตัวช้า กว่าจะรู้ ก็อาจเริ่มเห็นคนดี ๆ ลาออก ทีมเริ่มไม่คุยกัน Performance ลดลง หรือเกิดบรรยากาศที่ทุกคน “เลือกที่จะเงียบ” มากกว่าพูดความจริง


Toxic ไม่ได้แปลว่า “เป็นคนไม่ดี”

ก่อนอื่นผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องแยกให้ออก การพูดว่าใครสักคนมีพฤติกรรม Toxic ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นคนไม่ดีทั้งหมด แต่หมายถึงมี พฤติกรรมบางอย่างที่เกิดซ้ำ และเริ่มสร้างผลกระทบกับคนรอบข้าง ทีม หรือผลลัพธ์ขององค์กร เช่น หัวหน้าที่กดดันลูกทีมจนไม่กล้าพูด คนเก่งที่ไม่ยอมแบ่งปันความรู้ พนักงานที่สร้างความขัดแย้งในทีมตลอดเวลา หรือผู้บริหารที่เปลี่ยนคำสั่งไปมา จนคนทำงานไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่องค์กรต้องการจริง ๆ ถ้าเกิดเพียงครั้งเดียว อาจยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเกิดซ้ำ ๆ และองค์กรปล่อยไว้นานพอ มันจะค่อย ๆ กลายเป็น “วัฒนธรรม” และตรงนี้แก้ยากกว่าปัญหารายบุคคลมาก


1. เมื่อ “หัวหน้า” กลายเป็น Toxic

หัวหน้าคือหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลต่อประสบการณ์การทำงานของพนักงานมากที่สุด ปัญหาที่ผมเห็นบ่อย เช่น

  • ใช้อารมณ์ในการบริหาร
  • ตำหนิลูกทีมต่อหน้าคนอื่น
  • Micromanage ทุกเรื่อง
  • ให้ข้อมูลไม่ครบ แต่คาดหวังผลลัพธ์สูง
  • เลือกปฏิบัติ
  • ไม่รับฟังความคิดเห็น
  • เอาผลงานลูกทีมไปเป็นผลงานตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้ามองจาก Dashboard ทั่วไป หัวหน้าคนนี้อาจยังดู “ไม่มีปัญหา” เพราะยอดขายของทีมยังดี KPI ยังได้ งานยังส่งทัน แต่ข้างใต้ตัวเลขนั้นอาจเกิดอีกภาพหนึ่ง คนเริ่มขอย้ายทีม คนเก่งเริ่มลาออก Absence เพิ่มขึ้น Engagement ลดลง ทีมไม่เสนอความคิดเห็นใหม่ ๆ หากผู้บริหารมองเฉพาะ Performance อาจไม่เห็นเรื่องนี้เลย


2. เมื่อ “Specialist หรือคนเก่ง” กลายเป็น Toxic

กรณีนี้จัดการยากกว่าที่คิด เพราะคนกลุ่มนี้มักมีความเชี่ยวชาญสูง ลูกค้าต้องพึ่ง งานสำคัญต้องผ่านเขา หรือองค์กรอาจรู้สึกว่า “ขาดเขาไม่ได้” ปัญหาจึงถูกมองข้ามง่าย ตัวอย่างเช่น เก็บความรู้ไว้กับตัวเอง ไม่ยอมสอนคนอื่น ปฏิเสธการทำงานร่วมกับบางคน ทำให้ทีมต้องพึ่งเขาคนเดียว หรือใช้ความเก่งของตัวเองกดคนอื่น ช่วงแรกองค์กรอาจรู้สึกว่า “คนนี้เก่ง ผลงานดี ก็ยอม ๆ ไปหน่อย” แต่ในระยะยาว สิ่งที่องค์กรกำลังสร้างคือ Single Point of Failure หากวันหนึ่งคนนี้ลาออก ไม่ได้หายไปแค่พนักงานหนึ่งคน แต่อาจหายไปพร้อมกับความรู้ ลูกค้า กระบวนการ และคนในทีมอีกหลายคน


3. เมื่อ “พนักงานในทีม” เป็น Toxic

บางคนไม่ได้มีตำแหน่งหรืออำนาจมาก แต่สามารถสร้างผลกระทบต่อบรรยากาศของทีมได้ไม่น้อย เช่น สร้างข่าวลือ แบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่ให้ความร่วมมือ โยนความผิดให้คนอื่น ต่อต้านทุกการเปลี่ยนแปลง หรือทำให้เพื่อนร่วมงานต้องเสียเวลาแก้ปัญหาเดิมซ้ำ ๆ ถ้าองค์กรจัดการเร็ว ปัญหาอาจจบได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นาน พนักงานคนอื่นจะเริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไมองค์กรถึงปล่อยให้พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นได้?” แล้วสิ่งที่เสียไปอาจไม่ใช่แค่ Performance ของคนหนึ่งคน แต่คือความเชื่อมั่นของทั้งทีมต่อระบบบริหาร


4. แล้วถ้า Toxic มาจาก “ผู้บริหาร” เองล่ะ?

นี่อาจเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะยิ่งตำแหน่งสูง Feedback ก็ยิ่งเดินทางขึ้นไปถึงยาก คนจำนวนมากเลือกไม่พูด ไม่ใช่เพราะไม่มีปัญหา แต่เพราะพูดแล้วอาจไม่มีอะไรเปลี่ยน หรือแย่กว่านั้น อาจกระทบกับตัวเอง สัญญาณที่เกิดขึ้นจึงมักไม่ได้ปรากฏเป็นคำร้องเรียนตรง ๆ แต่อาจมาในรูปของ คนเก่งทยอยออก ประชุมแล้วไม่มีใครแสดงความคิดเห็น ทุกเรื่องต้องรอคำสั่ง นวัตกรรมลดลง หรือองค์กรมี Turnover สูงในกลุ่มเดียวกันซ้ำ ๆ ผู้บริหารอาจคิดว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อดทน” ทั้งที่จริงแล้ว องค์กรอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างกลับมา


แล้วผู้บริหารจะรู้ได้อย่างไร?

ผมคิดว่านี่คือจุดที่ People AI Insight เริ่มมีความหมาย ไม่ใช่การให้ AI บอกว่า

“คนนี้ Toxic”

เพราะการตัดสินคนจากข้อมูลเพียงบางส่วนมีความเสี่ยงมาก สิ่งที่ AI ควรช่วย คือ ทำให้ผู้บริหารเห็น Pattern ที่อาจมองไม่เห็นจาก Report แยกส่วน ตัวอย่างเช่น ทีมหนึ่งมี Turnover สูงกว่าทีมอื่นต่อเนื่อง ถ้าดูแค่นั้น เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเชื่อมข้อมูลเพิ่ม

  • Manager คนเดียวกันหรือไม่
  • Performance ของคนที่ลาออกเป็นอย่างไร
  • Absence ก่อนลาออกเปลี่ยนไปหรือไม่
  • Engagement หรือ Feedback ลดลงช่วงไหน
  • มี Internal Transfer ออกจากทีมมากผิดปกติหรือไม่
  • ตำแหน่งสำคัญมี Succession หรือไม่

จากเดิมที่เห็นเพียง “Turnover 18%” ผู้บริหารอาจเริ่มเห็นว่า “ทีมนี้กำลังมี People Risk ที่ควรลงไปดู” นี่ต่างกันมาก


ExeRoot จะเข้ามาช่วยตรงไหน?

แนวคิดของ ExeRoot by Space Root ไม่ใช่การสร้างระบบเพื่อจับผิดพนักงาน แต่คือการช่วยผู้บริหารเชื่อมข้อมูลที่ปกติกระจัดกระจายอยู่คนละระบบ People + Performance + Organization + Business เพื่อช่วยตอบคำถามว่า “ตรงไหนขององค์กรกำลังมีสัญญาณที่ควรสนใจ?” เช่น Turnover เริ่มสูงในบางทีม Performance ลดพร้อมกันหลายคน คนเก่งกระจุกอยู่กับ Manager บางคน ตำแหน่งสำคัญพึ่งพาคนเพียงคนเดียว หรือทีมที่ผลลัพธ์ดี แต่กำลังสูญเสียคนอย่างต่อเนื่อง AI สามารถช่วย Detect → Connect → Analyze → Highlight แล้วทำให้ผู้บริหารรู้ว่า “เรื่องไหนควรถามต่อ” ไม่ใช่ตัดสินแทนว่าใครผิด


ถ้าองค์กรเริ่มเห็นสัญญาณ Toxic ควรทำอย่างไร?

สิ่งแรกที่ไม่ควรทำ คือรีบหา “คนผิด” แต่ควรเริ่มจากการดูว่า พฤติกรรมเกิดตรงไหน เกิดบ่อยแค่ไหน กระทบใครบ้าง และระบบขององค์กรมีส่วนทำให้มันเกิดขึ้นหรือไม่ จากนั้นค่อยเลือกวิธีจัดการให้เหมาะกับแต่ละกรณี บางเรื่องแก้ด้วย Feedback บางเรื่องต้อง Coaching บางเรื่องต้องปรับ Manager บางเรื่องต้องแก้โครงสร้างหรือกระบวนการ และบางกรณีก็ต้องใช้มาตรการที่จริงจังกว่านั้น เพราะ Toxic Culture ไม่ได้หายไปด้วยการอบรมหนึ่งครั้ง มันต้องเริ่มจากการที่ผู้บริหาร มองเห็นปัญหาให้เร็วพอ


สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจที่สุดคือ ในอนาคต ผู้บริหารอาจไม่ต้องรอให้ “คนเก่งลาออกก่อน” ถึงจะรู้ว่าทีมมีปัญหา แต่สามารถเห็นสัญญาณบางอย่างได้ก่อนหน้านั้น และนี่คือหนึ่งในโจทย์ที่ ExeRoot by Space Root กำลังพัฒนา จาก People Data ไปสู่ People Insight → People Risk → Business Impact → Action เพราะบางครั้งปัญหาที่ดูเหมือนเป็น “เรื่องของคน” อาจกำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงของธุรกิจ” โดยที่ผู้บริหารยังไม่ทันเห็น ExeRoot by Space Root Executive People Intelligence


Tag: Toxic Workplace | Organizational Culture | People Risk | Leadership | People Intelligence