กลับไปหน้าบทความ
อ่านประมาณ 8 นาทีบทความภาษาไทย

มี AI แล้ว แต่ยังทำงานแบบเดิม องค์กรอาจไม่ได้เปลี่ยนจริง : ถ้าจะใช้ AI ให้คุ้ม ผู้บริหารต้องกล้ารื้อวิธีทำงานเดิม

มี AI แล้ว แต่ยังทำงานแบบเดิม องค์กรอาจไม่ได้เปลี่ยนจริง : ถ้าจะใช้ AI ให้คุ้ม ผู้บริหารต้องกล้ารื้อวิธีทำงานเดิม

ทุกวันนี้หลายองค์กรบอกว่า “เราเริ่มใช้ AI แล้ว” พนักงานใช้ AI ช่วยเขียนอีเมล สรุปรายงาน ทำ Presentation วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยคิดไอเดีย ทุกอย่างดูเร็วขึ้น และเหมือนองค์กรกำลังเดินเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว แต่มีคำถามหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมาก เราใช้ AI เพื่อทำงานแบบเดิมให้เร็วขึ้น หรือเราใช้ AI เพื่อเปลี่ยนวิธีทำงานขององค์กรจริง ๆ? สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย บางองค์กรซื้อเครื่องมือ AI ที่ทันสมัยมาก แต่สุดท้ายกลับเอามาใส่ใน Workflow แบบเดิม ทุกขั้นตอนยังเหมือนเดิม คนอนุมัติเท่าเดิม เอกสารเท่าเดิม ประชุมเท่าเดิม เพียงแต่บางจุดมี AI เข้ามาช่วยให้เร็วขึ้น ผมมองว่ามันคล้ายกับการมีรถยนต์อยู่ตรงหน้า แต่ยังพยายามคิดว่าจะเอาม้าไปผูกไว้ตรงไหน เทคโนโลยีเปลี่ยนแล้ว แต่แนวคิดในการออกแบบงานยังไม่ได้เปลี่ยนตาม และนี่อาจเป็นเหตุผลที่หลายองค์กร “มี AI” แต่ยังไม่รู้สึกว่าองค์กรเปลี่ยนไปมากนัก

ปัญหาไม่ใช่ว่า AI ยังไม่เก่งพอ แต่อาจเป็นเพราะ Workflow ของเรายังเหมือนเดิม

ลองนึกถึงกระบวนการง่าย ๆ อย่างการทำรายงานประจำเดือน ในอดีต พนักงานอาจใช้เวลา 2 วันรวบรวมข้อมูล อีกครึ่งวันจัดรูปแบบ อีกหลายชั่วโมงเขียนสรุป ก่อนส่งให้หัวหน้าตรวจ จากนั้นหัวหน้าส่งต่อให้ผู้บริหาร วันนี้ AI อาจช่วยให้ขั้นตอนเหล่านี้เร็วขึ้นมาก จากสองวันเหลือสองชั่วโมง ฟังดูดี และแน่นอนว่ามันช่วย Productivity แต่คำถามที่ผมอยากถามต่อคือ รายงานฉบับนั้นยังจำเป็นต้องมีเหมือนเดิมหรือเปล่า? ถ้าผู้บริหารสามารถเห็นข้อมูลได้แบบ Real-time และ AI สามารถตรวจจับความผิดปกติ พร้อมสรุปเฉพาะเรื่องที่ต้องสนใจได้ทันที เราอาจไม่จำเป็นต้องทำ Report แบบเดิมทุกสิ้นเดือนอีกแล้วก็ได้ นี่คือความแตกต่างระหว่าง Automation กับ Redesign Automation คือทำของเดิมให้เร็วขึ้น แต่ Redesign คือกลับมาถามว่า “ถ้าเราเริ่มออกแบบกระบวนการนี้ใหม่วันนี้ โดยมี AI อยู่ตั้งแต่ต้น เราจะยังทำแบบเดิมหรือไม่?” ผมคิดว่าคำถามนี้สำคัญกว่าการถามว่า “AI ตัวไหนดีที่สุด” เสียอีก

AI ที่มีคุณค่าจริง อาจไม่ใช่ AI ที่ทำงานเร็วที่สุด

ในช่วงที่ผ่านมา เรามักพูดกันว่า AI เขียนได้เร็วกว่า วิเคราะห์ได้เร็วกว่า สรุปได้เร็วกว่า และสร้างข้อมูลได้มากกว่าคน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงในบางลักษณะของงาน แต่สิ่งที่องค์กรต้องการไม่ได้มีแค่ “ความเร็ว” บางครั้งสิ่งที่สำคัญกว่าคือการตั้งคำถามให้ถูกตั้งแต่แรก ตัวอย่างเช่น ถ้ายอดขายลดลง AI อาจวิเคราะห์ยอดขายย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะวิเคราะห์ เราต้องมีคนถามก่อนว่า เรากำลังมองปัญหาถูกด้านหรือยัง? ยอดขายลดเพราะตลาดจริงหรือ? หรือเกิดจากคนขายไม่พอ? สินค้าไม่ตอบโจทย์? ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม? หรือกระบวนการภายในทำให้ทีมเสียเวลาไปกับงานที่ไม่สร้างรายได้? AI ช่วยหาคำตอบได้ดีขึ้นเมื่อเราถามคำถามที่ดี แต่ความสามารถในการมองสถานการณ์แล้วตั้งคำถามใหม่ ๆ ยังเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าคนมีบทบาทสูงมาก โดยเฉพาะผู้บริหาร เพราะบางครั้งสิ่งที่องค์กรต้องการ ไม่ใช่คำตอบของคำถามเดิม แต่คือ คำถามใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยถาม

ยิ่ง AI เก่งขึ้น ทักษะบางอย่างของคนยิ่งสำคัญขึ้น

ฟังดูเหมือนขัดแย้ง แต่ผมกลับคิดว่ายิ่ง AI ทำงานเชิงเทคนิคได้มากขึ้น คุณค่าของความเป็นมนุษย์บางอย่างจะยิ่งชัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Curiosity ความอยากรู้ ความกล้าตั้งคำถาม และความไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ทำกันมานานต้องเป็นวิธีที่ดีที่สุดเสมอไป องค์กรที่ใช้ AI เก่ง อาจไม่ใช่องค์กรที่มี Prompt Engineer มากที่สุด แต่อาจเป็นองค์กรที่คนกล้าถามว่า “ทำไมเราต้องทำงานนี้แบบนี้?” “ถ้าไม่มีกฎเดิม เราจะออกแบบมันอย่างไร?” หรือแม้แต่ “งานนี้ยังจำเป็นอยู่หรือเปล่า?” คำถามเหล่านี้เป็นต้นทางของ Innovation มากกว่าการเอา AI มาช่วยทำงาน Routine ให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว

อีกสิ่งที่ AI ยังทดแทนได้ยาก คือ Context

ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะกับงานบริหารคน ข้อมูลอาจบอกว่าพนักงานคนหนึ่ง Performance ลดลง AI อาจเชื่อมข้อมูลแล้วพบว่าเขาขาดงานมากขึ้น ส่งงานช้าลง หรือมีผลประเมินลดลงต่อเนื่อง แต่ข้อมูลอย่างเดียวอาจยังไม่รู้ว่า เขากำลังดูแลคนในครอบครัวที่มีปัญหาอยู่หรือเปล่า ทีมเพิ่งเปลี่ยนหัวหน้าหรือไม่ มี Conflict ที่ไม่เคยถูกบันทึกในระบบหรือเปล่า หรือคนคนนี้กำลังถูกมอบหมายงานที่ไม่ตรงกับความสามารถของเขา ตรงนี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า Context และการบริหารคนโดยไม่มี Context อันตรายมาก เพราะยิ่ง AI วิเคราะห์เก่ง เราก็ยิ่งมีโอกาส “มั่นใจในข้อมูลมากเกินไป” ดังนั้น AI ควรช่วยให้ผู้บริหารเห็น Signal แต่คนยังต้องเข้าไปทำความเข้าใจความหมายของ Signal นั้น

Courage กับ Humility อาจกลายเป็น Leadership Skill ที่สำคัญกว่าเดิม

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ คือการใช้ AI จริง ๆ ต้องใช้ทั้งความกล้าและความถ่อมตัว ความกล้า ที่จะรื้อสิ่งเดิม กล้ายกเลิก Report ที่ทำกันมา 10 ปี กล้าลดขั้นตอนอนุมัติ กล้าเปลี่ยน Job Description กล้าทดลองวิธีทำงานใหม่ และกล้ายอมรับว่าโครงสร้างองค์กรบางอย่างที่เคยเหมาะสม อาจไม่เหมาะกับโลกปัจจุบันแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องมี ความถ่อมตัว เพราะไม่มีใครรู้คำตอบทั้งหมดเกี่ยวกับ AI สิ่งที่คิดว่าดีวันนี้ อาจพบว่าไม่เวิร์กในอีก 3 เดือน ผู้บริหารจึงต้องสามารถพูดได้ว่า “แนวทางนี้ยังไม่ดี เราปรับใหม่” โดยไม่มองว่าการเปลี่ยนใจคือความล้มเหลว ผมคิดว่าองค์กรที่ปรับตัวกับ AI ได้ดี จะไม่ใช่องค์กรที่วางแผนได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก แต่คือองค์กรที่ ทดลองเร็ว เรียนรู้เร็ว และแก้ได้เร็ว

จาก “AI ช่วยคนทำงาน” ไปสู่ “คนกับ AI ทำงานร่วมกัน”

ถ้าเรามองไปอีกขั้น โจทย์ขององค์กรจะไม่ใช่แค่การเลือกว่าจะให้ AI ทำอะไรแทนคน แต่เป็นการออกแบบว่า คนกับ AI ควรแบ่งงานกันอย่างไร AI อาจรับผิดชอบการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ Pattern สรุปข้อมูล และเตรียมทางเลือก ส่วนคนอาจใช้เวลากับการตั้งคำถาม ตัดสินใจ สื่อสาร สร้างความสัมพันธ์ Coaching ทีม เข้าใจลูกค้า และจัดการสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบตายตัว เมื่อแบ่งงานแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียง Productivity ที่สูงขึ้น แต่บทบาทของคนเองก็มีโอกาสถูกยกระดับขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลา 60% ไปกับการทำ Report อาจเหลือ 10% แล้วนำเวลาที่เหลือไปใช้กับงานที่ต้องใช้ Judgment หรือสร้างผลกระทบต่อธุรกิจมากกว่า ผมมองว่านี่เป็นโอกาสของ AI ที่ใหญ่กว่าการลด Headcount มาก

ExeRoot ควรช่วยผู้บริหารมองเรื่องนี้อย่างไร?

ในมุมของ ExeRoot by Space Root ผมคิดว่า AI ไม่ควรถูกวางเป็นเพียงเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่พนักงานเปิดใช้ แต่ต้องเข้าไปเชื่อมกับโครงสร้างการบริหารองค์กร ตั้งแต่ Strategy → Work → People → Performance → Business เมื่อ Strategy เปลี่ยน ระบบควรช่วยให้ผู้บริหารเห็นว่า งานอะไรต้องเปลี่ยนตาม เมื่อ Work เปลี่ยน ควรมองต่อว่าตำแหน่งใดต้องเปลี่ยน Role Task ไหนให้ AI ช่วยได้ Skill อะไรของคนต้องพัฒนาเพิ่ม และเมื่อเปลี่ยนวิธีทำงานแล้ว ผลลัพธ์ทางธุรกิจเปลี่ยนจริงหรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมมองว่า AI จะมีคุณค่ากับผู้บริหารมากขึ้น ไม่ใช่แค่การตอบคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?” แต่ช่วยพาไปถึง “ถ้าเราไม่จำเป็นต้องทำแบบเดิม แล้วเราควรออกแบบใหม่อย่างไร?”

ผู้ชนะอาจไม่ใช่องค์กรที่ใช้ AI มากที่สุด

ผมคิดว่าในอีกไม่กี่ปี ทุกบริษัทจะมี AI ใช้จนกลายเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการมี AI อาจไม่ได้เป็น Competitive Advantage อีกต่อไป ความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ ใครออกแบบองค์กรให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้ดีกว่ากัน องค์กรหนึ่งอาจใช้ AI เพื่อให้พนักงานทำงานเดิมเร็วขึ้น 20% แต่อีกองค์กรอาจใช้ AI เพื่อรื้อ Workflow ใหม่ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เปิดบริการใหม่ หรือสร้าง Business Model ที่เมื่อก่อนไม่สามารถทำได้ ทั้งสององค์กรใช้ AI เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์อาจต่างกันมาก เพราะองค์กรหนึ่งกำลังเพิ่มเครื่องยนต์ให้ระบบเดิม ขณะที่อีกองค์กรกำลังออกแบบยานพาหนะใหม่ทั้งหมด

คำถามที่ผมอยากทิ้งไว้

ถ้าวันนี้ AI สามารถทำงานบางอย่างที่องค์กรของคุณเคยใช้เวลาหลายชั่วโมงให้เสร็จภายในไม่กี่นาที คุณจะเลือก ทำงานแบบเดิมให้เร็วขึ้น หรือจะกลับมาถามว่า “เรายังจำเป็นต้องทำงานแบบเดิมอยู่หรือไม่?” ผมคิดว่าคำตอบของคำถามนี้ จะเริ่มแบ่งองค์กรออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจนมากขึ้น กลุ่มที่ มี AI ใช้ กับกลุ่มที่ ออกแบบองค์กรใหม่ด้วย AI และในระยะยาว สองกลุ่มนี้อาจให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมากกว่าที่เราคิด คุณคิดว่าองค์กรของคุณตอนนี้อยู่ฝั่งไหน?


Tag: AIWorkDesign, HumanAICollaboration, FutureOfOrganization, WorkflowRedesign, AITransformation, ExecutiveLeadership, CollectiveIntelligence, FutureSkills, DigitalOrganization, LeadershipInAI, WorkforceInnovation, OrganizationalRedesign, PeopleIntelligence, AIForExecutives, ExeRootBySpaceRoot