กลับไปหน้าบทความ
อ่านประมาณ 10 นาทีบทความภาษาไทย

WorkTech Asia 2026 บอกอะไรเรา? เมื่อ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “คนทำงาน” แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่องค์กรบริหารคน

WorkTech Asia 2026 บอกอะไรเรา? เมื่อ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “คนทำงาน” แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่องค์กรบริหารคน

หลังจากได้เห็นมุมมอง แนวคิด และ Solution ต่าง ๆ ใน WorkTech Asia 2026 สิ่งที่ผมกลับมาคิดต่อไม่ได้มีแค่ว่า “AI วันนี้เก่งขึ้นแค่ไหน” คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ถ้า AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่คนทำงาน องค์กรของเราพร้อมเปลี่ยน “วิธีบริหารคน” ตามไปด้วยหรือยัง? WorkTech Asia 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026 ที่ BITEC โดยวางตัวเป็นพื้นที่ที่เชื่อมเรื่อง People, Technology, Business Operations, Transformation และ Future of Work เข้าด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่านี่สะท้อนภาพของโลกการทำงานในวันนี้ได้ค่อนข้างชัดว่า เรื่อง “คน” กับเรื่อง “เทคโนโลยี” เริ่มแยกจากกันไม่ได้แล้ว จากหลายเรื่องที่ได้กลับมาคิด ผมสรุปเป็น 8 ประเด็นที่อยากชวนผู้บริหารและ People Leader มองต่อ ไม่ใช่ในมุมว่าเราจะซื้อ AI ตัวไหน แต่ในมุมว่า องค์กรควรเปลี่ยนอะไรเพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

1. อย่าเริ่มจาก “เราจะใช้ AI ทำอะไร” ให้เริ่มจาก “ธุรกิจต้องดีขึ้นเรื่องอะไร”

นี่เป็นเรื่องแรกที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุด ช่วงนี้เวลาองค์กรพูดเรื่อง AI คำถามแรกมักเป็น “ฝ่ายไหนใช้ได้บ้าง?” “มี Use Case อะไร?” “ซื้อ Tool ตัวไหนดี?” แต่ผมคิดว่าเรากำลังเริ่มจากปลายทาง คำถามแรกควรเป็น “ตอนนี้ Business Problem ของเราคืออะไร?” ถ้ายอดขายโตไม่ทันเป้า ปัญหาอยู่ที่ไหน ถ้าต้นทุนสูง อะไรกำลังสร้างต้นทุน ถ้าลูกค้ารอนาน Bottleneck อยู่ตรงไหน ถ้าคนทำงานไม่ทัน ปัญหาอยู่ที่จำนวนคน Skill หรือ Workflow เมื่อเข้าใจปัญหาจริงแล้ว ค่อยย้อนกลับมาดูว่า งานส่วนใดให้คนทำ งานใดให้ AI ช่วย งานไหนควรทำร่วมกัน และงานไหนควรถูกรื้อใหม่ทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้ว AI ไม่ใช่ Strategy มันเป็นเครื่องมือที่จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเชื่อมกับ Business Outcome ได้ Technology ที่ดีที่สุดจึงไม่จำเป็นต้องเป็นตัวที่ล้ำที่สุด แต่เป็นตัวที่แก้ปัญหาขององค์กรได้จริง

2. Workforce Planning กำลังเปลี่ยนจาก “ต้องมีคนกี่คน” เป็น “ต้องมี Capability อะไร”

เมื่อก่อนเวลาทำ Manpower Planning เรามักเริ่มจากคำถามประมาณว่า “ปีหน้าธุรกิจโต 20% ต้องเพิ่ม Headcount เท่าไร?” วันนี้ผมคิดว่าคำถามนี้ยังสำคัญ แต่ไม่เพียงพอแล้ว เพราะถ้า AI สามารถรับ Task บางส่วนไปทำได้ จำนวนคนที่ต้องการอาจเปลี่ยน และในขณะเดียวกัน Skill ที่คนต้องมีก็เปลี่ยนตาม คำถามใหม่จึงควรเป็น “ถ้าบริษัทต้องไปถึง Strategy นี้ เราต้องมี Capability อะไร?” จากนั้นค่อยไล่กลับมาเป็น Business Strategy → Strategic Capability → Skills → Roles → People ตรงนี้ทำให้ Workforce Planning ไม่ใช่เรื่องของ HR อย่างเดียวอีกแล้ว Business ต้องบอกให้ชัดว่าจะไปไหน People ต้องแปล Strategy ออกมาเป็น Capability และ Technology ต้องช่วยเพิ่มความสามารถของ Workforce นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่าองค์กรในยุค AI ต้องรู้มากกว่าจำนวน Headcount ต้องรู้ด้วยว่า คนที่เรามีวันนี้ “ทำอะไรได้” และสิ่งที่ธุรกิจต้องการในวันข้างหน้า “เรายังขาดอะไร”

3. Training เยอะขึ้น ไม่ได้แปลว่าองค์กรเก่งขึ้น

อีกเรื่องที่ผมคิดว่าองค์กรต้องกลับมาทบทวนคือ Learning หลายบริษัทมีหลักสูตรจำนวนมาก มี Learning Hours มี Completion Rate และวันนี้ก็เริ่มเพิ่มหลักสูตร AI เข้าไปอีก แต่คำถามที่ผมอยากถามคือ “เรียนแล้วเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจ?” ถ้าพนักงานเรียน AI ไปหลายชั่วโมง แต่ Productivity ไม่เปลี่ยน ถ้าอบรม Leadership ทุกปี แต่ทีมยังมีปัญหาเรื่อง Manager เหมือนเดิม หรือพนักงาน Upskill จำนวนมาก แต่ Skill ที่เรียนไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Direction ของธุรกิจ เราก็อาจกำลังวัด Learning ด้วย Activity มากเกินไป ผมคิดว่า Learning ในอนาคตต้องเริ่มเชื่อมเป็นสายเดียวกันให้มากขึ้น Learning → Capability → Performance → Business Impact ไม่ใช่เลิกทำ Training แต่ต้องรู้ว่า Training กำลังสร้าง Capability อะไร และ Capability นั้นสนับสนุน Strategy ตรงไหน

4. AI อาจไม่ได้แทน “Job” แต่กำลังเปลี่ยน “Task” ข้างใน Job อย่างรวดเร็ว

เรื่องนี้ต่อเนื่องกับสิ่งที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ หนึ่งตำแหน่งงานไม่ได้มีงานเพียงอย่างเดียว Manager คนหนึ่งอาจต้องวิเคราะห์ข้อมูล ทำ Report ประชุม Coaching ทีม ตัดสินใจ แก้ปัญหา และบริหาร Stakeholder AI อาจรับบาง Task ไปได้เร็วมาก เช่น สรุป วิเคราะห์ หรือเตรียมข้อมูล แต่นั่นไม่ได้แปลว่า Manager ทั้งตำแหน่งจะหายไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนคือ Task เปลี่ยน → Workflow เปลี่ยน → Role เปลี่ยน → Skill เปลี่ยน ดังนั้น AI Adoption อย่างเดียวไม่พอ องค์กรต้องเตรียมเรื่อง Workforce Transformation ถ้า AI ทำงานบางส่วนออกไปแล้ว คนควรใช้เวลาที่ได้คืนไปทำอะไร? Role เดิมควรเปลี่ยนอย่างไร? Skill ไหนต้อง Reskill? Skill ไหนไม่จำเป็นเท่าเดิม? และจะมี Role ใหม่อะไรเกิดขึ้น? นี่คือเรื่องของ Organization Design มากพอ ๆ กับเรื่อง Technology

5. คนสำคัญขององค์กรอาจไม่ใช่คนที่ KPI สูงที่สุด

เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าสนใจมากในมุม People Intelligence เราคุ้นเคยกับการหา Talent จาก Performance ใครยอดสูง ใคร KPI ดี ใคร Rating สูง แต่ในองค์กรจริง มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจไม่ได้อยู่บน Top Performance List แต่ถ้าหายไปเมื่อไร ทีมจะเริ่มรู้สึกทันที บางคนรู้ Process ที่ไม่มีใครรู้ บางคนเชื่อมหลาย Department เข้าด้วยกัน บางคนเป็นคนที่ทุกทีมโทรหาเวลามีปัญหา บางคนถือ Knowledge หรือ Relationship สำคัญขององค์กรอยู่ คนเหล่านี้อาจมีคุณค่าต่อองค์กรสูงมาก แต่ Dashboard แบบเดิมอาจมองไม่เห็น ดังนั้นผมคิดว่าในอนาคตการมอง Talent ต้องไปไกลกว่า Performance Score ต้องมองทั้ง Performance + Capability + Collaboration + Impact + Criticality เพราะคำถามที่ผู้บริหารต้องตอบไม่ใช่แค่ “ใครเก่ง?” แต่รวมถึง “ถ้าเสียใครไปแล้ว ธุรกิจจะได้รับผลกระทบ?” สองคำถามนี้ไม่เหมือนกัน

6. ผู้นำยุค AI อาจไม่ต้อง “รู้ทุกอย่าง” แต่ต้อง “ถามให้เป็น”

เมื่อ AI สามารถให้คำตอบได้เร็วขึ้น บทบาทของ Leader ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ในอดีตความได้เปรียบของหัวหน้าอาจมาจากประสบการณ์และการรู้มากกว่าคนอื่น แต่เมื่อทุกคนสามารถถาม AI และเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น ความได้เปรียบของ Leader จะอยู่ที่อีกเรื่องหนึ่ง คือ Quality of Question ผู้บริหารต้องรู้ว่า คำตอบนี้น่าเชื่อแค่ไหน ข้อมูลครบหรือยัง AI กำลังมองข้าม Context อะไร มีอีกมุมหนึ่งหรือไม่ และถ้าจะตัดสินใจจริง Business Impact คืออะไร AI อาจให้ Recommendation ได้ แต่ผู้บริหารต้องเป็นคน Challenge Recommendation นั้น นี่ทำให้ Leadership Skill ในอนาคตไม่ใช่เพียงการ “สั่งให้เก่ง” แต่คือ ถามให้เป็น → คิดให้ลึก → ตัดสินใจบน Context → รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ เพราะไม่ว่า AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน Accountability ของการตัดสินใจยังต้องอยู่กับคน

7. People Function ต้องรู้เรื่อง Business มากขึ้นกว่าเดิม

นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมคิดว่า AI กำลังเร่งให้เกิดเร็วขึ้น ถ้า People Function ยังวัดความสำเร็จเพียงว่า รับคนครบหรือยัง จัด Training กี่หลักสูตร ทำ Performance เสร็จกี่เปอร์เซ็นต์ Engagement Score เท่าไร อาจยังไม่เพียงพอ คำถามที่สำคัญขึ้นคือ “สิ่งที่ People ทำ กำลังช่วยให้ Business ชนะอย่างไร?” ถ้าบริษัทกำลังจะขยายตลาดใหม่ People ต้องมองเห็นว่า Capability อะไรยังขาด ถ้าบริษัทต้องการลด Cost ต้องรู้ว่า Workflow ไหนควร Redesign ก่อนที่จะคิดถึงการลดคน ถ้าองค์กรกำลังนำ AI มาใช้ ต้องรู้ว่า Task, Role และ Skill จะเปลี่ยนอย่างไร และถ้า Strategy เปลี่ยน ต้องรู้ว่า Workforce พร้อมตาม Strategy หรือไม่ ตรงนี้คือจุดที่ People Function สามารถเปลี่ยนจาก Support Function ไปสู่ Strategic Business Partner ได้จริง ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนชื่อตำแหน่ง แต่เพราะสามารถเชื่อม People Decision เข้ากับ Business Decision ได้

8. สุดท้าย คำถามไม่ใช่ “บริษัทเรามี AI หรือยัง?”

อีกไม่นานผมคิดว่าทุกองค์กรจะมี AI ใช้ ทุกคนจะมี Copilot ทุกทีมจะมี AI Tools บางองค์กรอาจมี Agent จำนวนมาก เมื่อถึงวันนั้น คำว่า “บริษัทเราใช้ AI แล้ว” อาจไม่มีความหมายมากนัก ความแตกต่างจะอยู่ที่ “ใช้แล้วเกิดผลลัพธ์อะไร?” AI ทำให้ Revenue ดีขึ้นไหม? Cost ลดลงจริงหรือไม่? คนทำงานเร็วขึ้นตรงไหน? Decision ดีขึ้นหรือเร็วขึ้นอย่างไร? Customer Experience เปลี่ยนไหม? หรือเราเพียงมี AI Tool เพิ่มขึ้นอีก 10 ตัว แต่ Workflow และผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า AI Transformation ต้องมี Business Impact เป็นปลายทางเสมอ

สิ่งที่ WorkTech Asia 2026 ทำให้ผมกลับมาคิดเรื่อง ExeRoot มากขึ้น

หลังจากกลับมาจากงาน สิ่งหนึ่งที่ผมคิดชัดขึ้นคือ อนาคตของ People Management ไม่ควรเป็นการบริหาร “คน” แยกออกจาก “ธุรกิจ” อีกแล้ว เราไม่ควรมอง Strategy อยู่หน้าหนึ่ง Org Chart อยู่อีกหน้าหนึ่ง Headcount อยู่ใน Excel Skill อยู่ใน LMS Performance อยู่อีกระบบ และ People Data อยู่อีก Dashboard แล้วหวังว่าผู้บริหารจะเอาทุกอย่างมาต่อภาพเอง ผมคิดว่าภาพที่ควรเกิดขึ้นคือ Strategy → Business Goals → Workforce → Organization & Roles → Capability & Skills → Performance → AI & Technology → Business Impact เมื่อ Strategy เปลี่ยน เราควรเห็นผลกระทบต่อ Organization เมื่อ Organization เปลี่ยน เราควรเห็น Workforce และ Capability ที่ต้องการ เมื่อ Skill Gap เกิดขึ้น เราควรรู้ว่าจะกระทบ Performance ตรงไหน และเมื่อเอา AI เข้ามา เราควรวัดกลับไปให้ได้ว่า Business ดีขึ้นหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ ExeRoot by Space Root กำลังมอง เราไม่ได้อยากสร้างเพียง “People System อีกหนึ่งระบบ” แต่กำลังมองเรื่อง Executive People Intelligence ทำอย่างไรให้ข้อมูลจาก Strategy, Organization, Workforce, Capability และ Performance เชื่อมกันมากพอที่จะช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ดีขึ้น จาก “เรามีข้อมูลคน” ไปสู่ “ข้อมูลคนกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจ” และสุดท้ายไปถึง “แล้วผู้บริหารควรทำอะไรต่อ”

หลัง WorkTech Asia 2026 ผมคิดว่าผู้บริหารควรถามตัวเอง 5 เรื่อง

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการ AI ใหญ่ ๆ ลองเริ่มจากคำถามเหล่านี้ก่อน ถ้า AI เข้ามาเปลี่ยน Workflow ของเราวันนี้ งานส่วนไหนจะเปลี่ยนก่อน? Strategy อีก 2–3 ปี ต้องการ Capability อะไรที่องค์กรยังไม่มี? เรารู้จริงหรือไม่ว่าใครคือ Critical People และ Critical Knowledge ขององค์กร? เงินที่ลงทุนกับ Learning วันนี้กำลังสร้าง Capability ที่ Business ต้องการหรือไม่? และสุดท้าย ผู้บริหารสามารถมอง Strategy → People → Performance → Business Impact เป็นภาพเดียวกันได้หรือยัง? ถ้าบางข้อยังตอบไม่ได้ ผมไม่คิดว่านั่นแปลว่าองค์กรตาม AI ไม่ทัน แต่อาจกำลังบอกว่า ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มออกแบบ People Management System ใหม่ให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตขององค์กรอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมี AI ก่อน แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถทำให้ Strategy + People + AI เดินไปในทิศทางเดียวกัน และเปลี่ยนทั้งหมดนั้นให้เป็น Business Result ได้ก่อน

ExeRoot by Space Root

Executive People Intelligence จาก People Data → Organization Insight → Executive Decision → Business Impact


Credit: บทความนี้เรียบเรียงจากมุมมองและสิ่งที่ผมได้กลับมาคิดต่อจาก WorkTech Asia 2026 — Enterprise Solution Summit & Expo ขอขอบคุณทีมงาน WorkTech Asia สำหรับการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรื่อง People, Technology และ Future of Work ให้กับองค์กรและผู้บริหารในยุค AI


Tags: WorkTechAsia2026, FutureOfWork, WorkforceTransformation, PeopleStrategy, StrategicWorkforcePlanning, CapabilityBasedOrganization, SkillsTransformation, AIWorkforce, PeopleAnalytics, ExecutivePeopleIntelligence, HumanAIWorkforce, FutureLeadership, PeopleBusinessPartner, OrganizationDesign, ExeRootBySpaceRoot